เสาร์. ต.ค. 24th, 2020

กีฬาบาสเกตบอล

1 min read

กีฬาบาสเกตบอล

กีฬาบาสเกตบอล (basketball) เป็นกีฬาชนิดหนึ่งซึ่งแบ่งผู้เล่นเป็น 2 ทีม แต่ละทีมประกอบด้วยผู้เล่น 5 คนพยายามทำคะแนนโดยการโยนลูกเข้าห่วงหรือตะกร้า ภายใต้กติกาการเล่นมาตรฐาน

ตั้งแต่ที่คิดค้นขึ้นในปี พ.ศ. 2434 (ค.ศ. 1891) โดยเจมส์ ไนสมิท บาสเกตบอลได้ถูกพัฒนาขึ้นเป็นกีฬาสากลโลก กีฬานี้มีจุดเริ่มต้นจากในวายเอ็มซีเอ ลีกที่เกิดขึ้นในสมัยแรก ๆ เป็นระดับมหาวิทยาลัย ต่อมากลายเป็นกีฬาอาชีพมีการจัดตั้งลีกเอ็นบีเอ (National Basketball Association, NBA) และเริ่มมีการแข่งขันในกีฬาโอลิมปิกเมื่อ พ.ศ. 2479 (ค.ศ. 1936) ถึงแม้ว่าในระยะแรกยังเป็นกีฬาที่เล่นเฉพาะในสหรัฐอเมริกา กีฬาชนิดนี้แพร่ขยายไปสู่ระดับสากลด้วยความรวดเร็ว ปัจจุบันมีนักกีฬาและทีมที่มีชื่อเสียงตามที่ต่าง ๆ ทั่วโลก

บาสเกตบอลเป็นกีฬาที่เล่นในร่มเป็นหลัก สนามที่ใช้เล่นมีขนาดค่อนข้างเล็ก คะแนนจะได้จากการโยนลูกเข้าห่วงจากด้านบน (ชูต, shoot) ทีมที่มีคะแนนมากกว่าในตอนจบเกมจะเป็นฝ่ายชนะ สามารถนำพาลูกโดยการกระเด้งกับพื้น (เลี้ยงลูก, dribble) หรือส่งลูกกันระหว่างเพื่อนร่วมทีม เกมจะห้ามการกระทบกระแทกที่ทำให้เป็นฝ่ายได้เปรียบ (ฟาวล์, foul) และมีกฎข้อบังคับเกี่ยวกับการครองบอล

เกมบาสเกตบอลมีการพัฒนาเทคนิคการเล่นต่าง ๆ เช่น การชูต การส่ง และการเลี้ยงลูก รวมไปถึงตำแหน่งผู้เล่น (ซึ่งตามกฎแล้วไม่จำเป็นต้องมี) และตำแหน่งการยืนในเกมรุกและเกมรับ ผู้เล่นที่ตัวสูงถือเป็นข้อได้เปรียบ ถึงแม้ว่าในการเล่นแข่งขันจะควบคุมโดยกฎกติกา การเล่นรูปแบบอื่น ๆ สำหรับเล่นผ่อนคลายก็มีการคิดขึ้น บาสเกตบอลก็ยังเป็นกีฬาที่คนนิยมดูอีกด้วย

บาสเกตบอล ( Basketball) เป็นกีฬาประจำชาติของประเทศอเมริกัน ถูกคิดขึ้น เนื่องจากต้องการช่วยบรรดาสมาชิก Y.M.C.A. ให้สามารถเล่นกีฬาในฤดูหนาวได้ เพราะในช่วงฤดูหนาวหิมะจะปกคลุม ซึ่งเป็นอุปสักต่อการเล่นกีฬา คณะกรรมการสมาคม Y.M.C.A. จึงได้คิดหาทางออกให้กับสมาชิก เพื่อให้สามารถเล่นกีฬาช่วงฤดูหนาวได้

ในปี ค.ศ.1891 Dr.James A.Naismith คุณครูสอนพลศึกษาของ The International Y.M.C.A. Training Schoolในเมือง Springfield รัฐ Massachusetts ซึ่งได้รับมอบหมายจาก Dr.Gulick ให้คิดค้นการเล่นกีฬาในร่มที่สามารถใช้เล่นในช่วงฤดูหนาว Dr.James ได้คิดค้น ดัดแปลงการเล่นกีฬาอเมริกันฟุตบอลและเบสบอลเข้าด้วยกัน ให้มีการเล่นที่เป็นทีม

ในครั้งแรก Dr.James ใช้ลูกฟุตบอลและตะกร้า เป็นอุปกรณ์สำหรับให้นักกีฬาเล่น เขาได้นำตะกร้าลูกพีชไปแขวนไว้ที่ฝาผนังของห้องพลศึกษา แล้วให้ผู้เล่นพยายามโยนลูกบอลลงตะกร้านั้นให้ได้ โดยใช้เนื้อที่สนามสำหรับการเล่นให้มีขนาดเล็กลง และแบ่งผู้เล่นออกเป็นข้างละ 7 คน ผลการทดลองครั้งแรกผู้เล่นมีความสนุกสนาน ตื่นเต้น แต่ยังขาดระเบียบ มีการชนกัน การผลักกัน การเตะกัน ทำให้การเล่นนั้น รุนแรงจากการทดลองนั้น ต่อมา Dr.James จึงได้ตัดการเล่นที่รุนแรงออก และได้วางกติกาห้ามมิให้ผู้เล่นเข้าปะทะถูกเนื้อต้องตัวกัน ซึ่งนับได้ว่าเป็นหลักการพื้นฐานในการเล่นบาสเกตบอล Dr.James

การเล่นกีฬาบาสเกตบอล ได้วางกติกาการเล่นบาสเกตบอลไว้ซึ่งมี 4 ข้อหลักๆ คือ

1. ผู้เล่นซึ่งครอบครองลูกบอลนั้น ต้องหยุดอยู่กับที่ห้ามเคลื่อนที่ ประตูต้องอยู่เหนือศีรษะของผู้เล่น และต้องอยู่ขนานกับพื้น

2. ผู้เล่นครอบครองบอลไว้นานเท่าใดก็ได้ โดยที่คู่ต่อสู้ไม่อาจเข้าไปต้องตัวผู้เล่นผู้ซึ่งครอบครองบอลได้

3. ห้ามมิให้มีการเล่นที่รุนแรงใดๆโดยเด็ดขาด โดยผู้เล่นทั้งสองฝ่ายต้องไม่กระทบกระแทกกัน

หลังจากได้วางกติกาการเล่นแล้ว ก็ได้นำไปทดลองต่อ และพยายามปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบดียิ่งขึ้น เขาพยายามลองลดจำนวนผู้เล่นลงเพื่อไม่ให้มีการปะทะกัน และในที่สุดก็ได้กำหนดตัวผู้เล่นไว้ว่า แต่ละฝ่าย 5 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่เหมาะสมต่อขนาดเนื้อที่สนามที่สุด Dr.James ทดลองการเล่นไว้หลายครั้งหลายหน และพัฒนาการเล่นต่อมา จนกระทั่งเขาได้ลงมือเขียนกติกาการเล่นบาสเกตบอลไว้เป็นจำนวน 13 ข้อ(กติกาบาสเกตบอล 13 ข้อ) และเป็นต้นฉบับการเล่นบาสเกตบอล ซึ่งยังปรากฏอยู่บนกระดานเกียรติยศของโรงเรียนพลศึกษา ณ Springfield อยู่จนถึงปัจจุบัน

ถึงแม้ว่า กีฬาบาสเกตบอล จะจัดขึ้นเพื่อให้ผู้สูงวัยได้ออกกำลังกาย แต่กีฬานี้ได้รับความนิยมจากเยาวชนอย่างรวดเร็ว แต่ยังมีอีกหลายคนมองว่ามันคือกีฬาที่เหมาะสำหรับคนที่อ่อนแอ จึงพยายามพิสูจน์ความเชื่อของเองด้วยการ ทะเลาะวิวาทกับผู้เล่น แต่ความคิดที่ติดลบเหล่านั้นค่อย ๆ จางหายไป เนื่องจากความรวดเร็ว ความแม่นยำ ความสง่างามในการเล่นบาสเกตบอล ทำให้ผู้ที่พบเห็นประทับใจไม่น้อย จึงดึงดูดความสนใจได้เป็นอย่างดี กีฬานี้แพร่ขยายไปทางตะวันออกของประเทศอเมริกาอย่างรวดเร็ว และเมื่อโรงเรียนต่างๆ ได้เริ่มให้ความสำคัญกับกีฬาบาสเกตบอลเพิ่มมากขึ้น ผู้คนจึงนิยมเล่นบาสเกตบอลกันทั่วประเทศ

ก่อนปี ค.ศ. 1915 แม้ว่ากีฬาบาสเกตบอลจะได้รับความนิยมอย่างสูง แต่กลับจัดได้เพียงกีฬาที่ไว้สำหรับเล่นในห้องพลศึกษาเท่านั้น ในขณะนั้นไม่มีองค์กรใดที่จะรับผิดชอบจัดการเล่นบาสเกตบอลอย่างเป็นกิจลักษณะ ยกเว้นองค์กรบาสเกตบอลอาชีพที่เกิดขึ้นเพียง 2-3 องค์กรแล้วก็เลิกล้มไป ฉะนั้นการเล่นบาสเกตบอลในแต่ละที่แต่ละแห่งจึงต่างก็ใช้กติกาผิดแผกแตกต่างกันออกไป ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตและการพัฒนากีฬาบาสเกตบอลเป็นอย่างมาก

ดังนั้นในปี ค.ศ. 1915 สมาคม Y.M.C.A. สมาคมกีฬามหาวิทยาลัยเเห่งชาตเเละสมาพันธ์กีฬาสมัครเล่น ได้ร่วมประชุมร่างกติกาการเล่นขึ้นมาเพื่อให้เป็นบรรทัดฐานเดียวกัน กติกานี้ได้ใช้มา จนกระทั่งปี ค.ศ. 1938 เเละได้รับการปรับปรุง แก้ไขให้ดีขึ้นในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งที่ 11 ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมันนี โดยที่คณะกรรมการโอลิมปิกนานาชาติจะเป็นผู้พิจารณา

สหรัฐอเมริกาให้การยอมรับให้การเล่นบาสเกตบอลเป็นกีฬาประจำชาติเมื่อวันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 1892 ทำให้ได้มีการเล่นบาสเกตบอลอย่างเป็นทางการขึ้นมาครั้งแรก สมาคม Y.M.C.A. ได้นำกีฬาบาสเกตบอลไปเผยแพร่ทั่วโลก ปัจจุบันมีผู้เล่นบาสเกตบอลกันทั่วทุกมุมโลก ไม่ต่ำกว่า 52 ประเทศ และไดแปลกติกาการเล่นบาสเกตบอลเป็นภาษามากกว่า 30 ภาษา

กติกาบาสเกตบอล 13 ข้อ 

1. ห้ามผู้เล่นถือลูกบอลวิ่ง

2. ผู้เล่นจะส่งบอลไปทิศทางใหนก็ได้ จะใช้มือเดียว-สองมือก็ได้

3. ผู้เล่นจะเลี้ยงบอลไปทิศทางใหนก็ได้ จะใช้มือเดียว-สองมือก็ได้

4. ผู้เล่นต้องใช้มือทั้งสองข้างครอบครองบอล และห้ามใช้ร่างกายช่วยในการครอบครองบอล

5. ในการเล่นห้ามใช้ไหล่กระแทก ห้ามใช้มือดึง ห้ามผลัก ห้ามตี หรือห้ามกระทำการใดๆให้ฝ่ายตรงข้ามล้มลง ถ้าผู้เล่นยังฝ่าฝืนถือเป็นการฟาวล์ 1 ครั้ง ถ้า ฟาวล์ครบ 2 ครั้ง ถือว่าหมดสิทธิ์เล่น จนกว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดสามารถทำประตูได้จึงกลับมาเล่นได้อีกครั้ง หากเกิดการบาดเจ็บในการแข่งขัน จะไม่มีการเปลี่ยนผู้เล่น

6. ห้ามใช้ขา-เท้าแตะลูก ถ้าฝ่าฝืนถือเป็นการฟาวล์ 1 ครั้ง

7. ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำฟาวล์ติดกัน 3 ครั้ง ให้อีกฝ่ายหนึ่งได้ประตู

8. ประตูที่สามารถทำได้หรือนับว่าได้ประตู จะต้องเป็นการโยนบอลให้ลงในตะกร้า ฝ่ายป้องกันจะไปยุ่งกับประตูไม่ได้โดยเด็ดขาด

9. เมื่อถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำลูกออกนอกสนาม อีกฝ่ายหนึ่งต้องส่งลูกเข้ามาในสนามจากขอบสนามภายใน 5 วินาที หากเกิน 5 วินาที ให้เปลี่ยนส่ง และหากผู้เล่นฝ่ายใดก็ตามพยายามถ่วงเวลาให้ปรับเป็นฟาวล์

10. ผู้ตัดสินมีหน้าที่ตัดสินว่าผู้เล่นคนใดทำฟาวล์ และมีหน้าที่ลงโทษให้ผู้เล่นหมดสิทธิ์การเล่น

11. ผู้ตัดสินมีหน้าที่ตัดสินว่าลูกใดที่ออกนอกสนาม และฝ่ายใดควรเป็นฝ่ายส่งลูกเข้าสนาม และทำหน้าที่เป็นผู้รักษาเวลา,บันทึกจำนวนประตูที่ทำได้ และทำหน้าที่โดยทั่วไปตามวิสัยผู้ตัดสิน

12. การเล่นนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ครึ่ง ครึ่งละ 20 นาที

13. ฝ่ายที่ทำประตูได้มากที่สุดจะเป็นผู้ชนะ แต่ในกรณีที่คะแนนเท่ากันให้ทำการต่อเวลาออกไปอีก ฝ่ายใดทำประตูได้ก่อนจะถือว่าเป็นฝ่ายชนะ

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่ sport-snap.com

Copyright © All rights reserved.